กฐินคืออะไร

กฐิน เป็นชื่อเรียกไม้ขึ้งผ้าให้ตึงเพื่อเย็บ ที่ภาษาไทยเราเรียกว่า “ ไม้สะดึง “ เป็นเรื่องของความสามัคคีสงฆ์ ตามพระวินัยเกี่ยวกับเรื่องผ้าไตรจีวร ที่มีพระพุทธบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์ทั้งปวงที่จำพรรษาอยู่ในที่แห่งเดียวกัน ร่วมกันเสยสละและพร้อมเรียยงสามัคคีกันทำผ้าไตรจีวรผืนหนึ่งที่เป็นสมบัติของส่วนรวมสงฆ์ขึ้นมา และพระสงฆ์ทั้งปวงก็พร้อมเพรียงกันเป็นเอกฉันท์ยกให้แกร่พระภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อเป็นตัวแทนพระสงฆ์ทั้งปวง เป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของผู้ใช้ผ้าผืนนี้ ซึ่งมีเรื่องราวความเป็นมาในกฐินขันธกะ พุทธประเพณี พอสังเขปดังนี้

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครวาวัตถี ครั้งนั้น ภิษุปาไฐยรัฐจำนวน ๓๐ รูป ล้วนถืออารัญญิกธุดงค์ บิณฑปาติกธุดงค์ และเตจีวริกธุดงค์เดินทางไปพระนครสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ไม่สามารถจะเดินทางให้ทันวันเข้าพรรษาในพระนครสาวัตถีได้ จึงจำพรรษา ณ เมืองสาเกต ในระหว่างทางภิษุเหล่านั้นจำพรรษาอยู่ มีใจรัญจวนว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ใกล้ๆ เรา ระยะห่างเพียง ๖ โยชน์ แต่พวกเราก็ไม่ได้เฝ้าพระองค์

ครั้นล่วงไตรมาส ภิกษุเหล่านั้นออกพรรษาทำปวารณา เสร็จแล้วเมื่อฝนยังตกชุก พื้นภูมิภาคเต็มไปด้วยน้ำเป็นหล่มเลน เดินทางลำบากกายไปถึงพระนครสาวัตถี พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทั้งจีวรที่ชุ่มชื้นด้วยนำ้ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรภิษุทั้งหลาย พวกเธอยังพอทนได้หรือ พอยังอัตถภาพให้เป็นไปได้หรือพวกเธอเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พวกข้าพระพุทธเจ้ายังพอทนได้ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้พระพุทธเจ้าข้า อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตพระพุทธเจ้าข้า

พวกข้าพระพุทธเจ้าในชุมนุมนี้เป็นภิกษุปาไฐยรัฐจำนวน ๓๐ รูป เดินทางมาพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษาไม่สามารถจะเดินทางให้ทันวันเข้าพรรษาในพระนครสาวัตถี จึงจำพรรษา ณ เมืองสาเกต ในระหว่างทาง พวกเข้าพระพุทธเจ้านั้นจำพรรษามีใจรัญจวนว่า พระผู้มีพระภาคประดับอยู่ใกล้ๆ เรา ระยะห่างเพียง ๖ โยชน์ แต่พวกเราก็ไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นล่วงไตรมาสพวกข้าพระพุทธเจ้าออกพรรษาทำปวารณาเสร็จแล้วเมื่อฝนยังตกชุก พื้นภูมิภาคเต็มไปด้วยน้ำ เป็นหล่มเลน มีจีวรชุ่มชื้นด้วยน้ำ ลำบากกายเดินทางมา พระพุทธเจ้าข้า

อานิสสงส์กฐิน ๕ ประการ
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้วได้กรานกฐิน พวกเธอผู้ได้กรานกฐินแล้ว จักได้อานิสสงส์ ๕ ประการคือ
๑.เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา
๒.ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ
๓.ฉันคณะโภชน์ได้
๔.ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
๕.จีวรอันเกิดขึ้น ณ ที่นั้นจักได้แก่พวกเธอ
ดูกรภิษุทั้งหลาย อาสงส์ ๕ ประการนี้ จักได้แก่เธอทั้งหลายผู้ได้กรานกฐินแล้ว

วิธีกรานกฐิน
ดูกรภิษุทั้งหลาย ก็แลผู้ฉลาด สงฆ์พึงให้กราบกฐินอย่างนี้ คือภิษาผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้
       กรรมวาจาให้ผ้ากฐิน

  • ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนนี้เกิดแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อกราบกฐินนี้เป็นญัตติ
  • ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟ้งข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดแล้วแก่สงฆ์ สงฆ์ให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้เพื่อกรานกฐิน การให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน ขอบแก่นท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใดท่านผู้นั้นพึงพูดผ้ากฐินผืนนี้ สงฆ์ให้แล้วแก่ภิษุมีชื่อนี้ เพื่อรานกฐินชอบแกสงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรางความนี้ด้วยอย่างนี้ ดูกรภิษุทั้งหลาย อย่างนี้แล กฐินเป็นอันกราน อย่างนี้ไม่กราน

กฐินไม่เป็นอันกรานคือไม่ถูกต้อง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า กฐินไม่เป็นอันกราน คือ
๑.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงขีดรอย
๒.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงซักผ้า
๓.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพียงกะผ้า
๔.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอาการเพืยงตัดผ้า
๕.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอากรเพียงเนาผ้า
๖.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอากรเพียงเย็บด้น
๗.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอากรเพียงทำลูกดุม
๘.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอากรเพียงทำรังดุม
๙.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอากรเพียงประกอบผ้าอนุวาต
๑๐.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอากรเพียงประกอบผ้าอนุวาติด้านหน้า
๑๑.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอากรเพียงดามผ้า
๑๒.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยอากรเพียงย้อมเป็นสีหม่นเท่านั้น
๑๓.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ทำนิมิตได้มา
๑๔.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ที่พูดเลียบเคียงได้มา
๑๕.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ยืมเขามา
๑๖.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน
๑๗.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่เป็นนิสสัคคีย์
๑๘.กฐินไม่เป็นอันกราน ด้วยผ้าที่มิได้ทำกัปปะพินทุ
๑๙.กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากผ้าสังฆาฎิเสีย

กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากผ้าอุตตราสงค์เสีย
๒๐.กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากผ้าที่อันตรวาสกเสีย
๒๑.กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากจีวรมีขันฑ์ ๕ หรือเกิน ๕ ซึ่งตัดดีแล้ว ทำให้มีมณฑลเสร็จในวันนั้น
๒๒.กฐินไม่เป็นอันกราน เว้นจากการกรานแห่งบุคคล
๒๓.กฐินไม่เป็นอันกรานโดยชอบ ถ้าภิกษุผู้อยู่เนือกสีมาอนุโมทนากฐินนั้น แม้อย่างนี้กฐินก็เชื่อว่าไม่เป็นอันกราน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล กฐินไม่เป็นกราน

กฐินเป็นอันกรานถูกต้อง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า กฐินเป็นอันกราน คือ
๑.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าใหม่
๒.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าเทียมใหม่
๓.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าเก่า
๔.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าบังสุกุล
๕.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ตกตามร้าน
๖.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ไม่ได้ทำนิมิตได้มา
๗.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ไม่ได้ได้พูดเลียบเคียงได้มา
๘.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ไม่ได้ยืมเขามา
๙.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ไมไ่ด้เก็บไว้ค้างคืน
๑๐.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ไม่ได้เป็นนิสสัตคีย์
๑๑.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าที่ทำกัปปะพินทุแล้ว
๑๒.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าสังฆาฎิ
๑๓.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าอุตตราสงค์
๑๔.กฐินเป็นอันกราน ด้วยผ้าอัตรวาสก
๑๕.กฐินเป็นอันกราน ด้วยจีวรมีขัณฑ์ ๕ หรือเกิน ๕ ซึ่งคัดดีแล้วทำให้มีมณฑลเสร็จในวันนั้น
๑๖.กฐินเป็นอันกราน เพราะการแห่งบุคคล
๑๗.กฐินเป็นอันกราน ถ้าภิกษุอยู่ในสีมาอนุโมทนากฐินนั้นแม้อย่างนี้ กฐินมีชื่อว่าเป็นอันกราน

ดูกรภิษุทั้งหลาย อย่างนี้แล กฐินเป็นอันกราน