พระมหากัสสปะเถระ เรื่องอาจามทายิกาวิมาน

“จิตของผู้ถวายทานที่ต้องตั้งไว้ให้ดีขณะก่อนจะถวายทาน ขณะถวายทาน
และขณะจิตหลังถวายทาน หากทั้ง ๓ ขณะเป็นกุศลเต็มกำลัง ทานนั้นย่อมมีผลมาก”

พระมหากัสสปะเถระ เรื่อง อาจามทายิกาวิมาน

พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันกลันจทกนิวาปสถานกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์มีครอบครัวหนึ่งเป็นอหิวาตกโรค คนในครอบครัวนั้นตายกันหมด เหลือหญิงคนหนึ่ง หญิงนั้นทิ้งเรือนหนีไป หมดที่พึ่ง ไปเรือนของคนอื่น อาศัยอยู่ด้านหลังเรือนของผู้อื่นเขา พวกผู้คนในเรือนนั้นคิดสงสาร ให้ข้าวต้มข้าวสวยและข้าวตัง ที่เหลือในหม้อข้าวแก่นาง นางเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยข้าวตังของผู้คนเหล่านั้น

วันหนึ่งท่านพระมหากัสสปะ เข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน เมื่อออกจากนิโรธนั้นแล้ว พิจารณาหาผู้ที่สมควรจะอนุเคราะห์ ได้เห็นหญิงนั้นถึงวาระใกล้สิ้นอายุขัยและเห็นกรรมในอดีตของนางจะนำไปสู่นรก แต่ก็ยังเห็นโอกาสที่นางจะได้ทำบุญ ท่านได้พิจารณาว่า เมื่อเราไปยังบ้านนั้น หญิงคนนี้จักถวายข้าวตังที่ตนได้มา เพราะบุญนั้นนางจะได้ไปเกิดในเทวโลกชั้นนิมมานรดี ดังนั้นในเวลาเช้า ท่านจึงเดินมุ่งหน้าไปยังที่อยู่ของนางแล้วจึงยืนอยู่ข้างหน้าของหญิงนั้น วันนั้นนางได้เห็นพระเถระแล้ว จากลักษณะภายนอกที่นางได้เห็น นางคิดว่าพระเถระนี้เป็นพระเถระผู้ใหญ่ ในที่นี้ก็ไม่มีของกิน หรือของเคี้ยว ซึ่งควรที่จะถวายแก่พระเถระนี้ จะมีก็เพียง น้ำข้าวตัง อันจืดเย็นไม่มีรส เต็มไปด้วยหญ้าและเปื้อนผงธุลี ซึ่งอยู่ในภาชนะสกปรกนี้ เราไม่อาจจะถวายแก่พระเถระเช่นนี้ได้

นางจึงกล่าวว่า “ขอท่านจงโปรดสัตว์ข้างหน้าเถิด
ดิฉันมีเพียงข้าวตังอันเป็นเพียงของที่เขาทิ้งให้ประทังชีวิต
ไม่มีของอันประณีตใดๆ เลย
ขอพระคุณเจ้าจงโปรดรับของอันประณีตที่เหล่าคฤหบดีรอถวายอยู่เถิด”

พระเถระยืนสงบ…นิ่งไม่ขยับเท้าแม้แต่ข้างเดียว
ผู้คนอยู่ในเรือนได้นำภัตตาหารเข้าไปถวาย
และเหล่าคฤหบดีจำนวนมากเมื่อเห็นพระเถระต่างก็รู้จักเป็นอย่างดีว่าท่านเ
ป็นใครต่างก็นำภัตตาหารเข้าไปถวายเช่นกัน
พระเถระก็ไม่รับ ยังคงยืนสงบอยู่เฉพาะหน้าหญิงขอทานนั้น
หญิงเข็ญใจนั้น รู้ได้ทันทีว่าพระเถระประสงค์จะรับเฉพาะของเรา
จึงมาในที่นี้ก็เพื่ออนุเคราะห์เราเท่านั้น

นางคิดได้ก็มีใจเลื่อมใส เกิดความเอื้อเฟื้อ
ก็เกลี่ยข้าวตังนั้นลงในบาตรของพระเถระ
พระเถระปรารถนาจะให้กุศลจิตของนางเพิ่มพูนขึ้นอีกจึงได้แสดงอาการว่า
ต้องการจะนั่งฉันในที่ใกล้ๆ บริเวณต้นไม้
ผู้คนทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงช่วยกันปูลาดอาสนะถวายท่าน
แล้วพระเถระก็นั่งบนอาสนะนั้นฉันข้าวตังนั้น ดื่มน้ำแล้วชักมืออกจากบาตร
ทำอนุโมทนาแก่หญิงขอทานเข็ญใจ นั้นแล้วก็ไป
และในคืนนั้นเองนางก็สิ้นชีวิต
ก็ไปบังเกิดร่วมกับเหล่าเทพในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี

จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าจิตใจที่ประกอบด้วยกุศลอย่างเต็มที่ย่อมพาให้ไปสู่สุคติได้

หญิงขอทานนี้ได้ถวายทานที่ไม่มีความประณีตแก่พระเถระ
แต่จิตใจของนางนั้นมีปิติมากที่พระเถระได้มาอนุเคราะห์เฉพาะนางไม่ได้รั
บทานอันประณีตของผู้ใด  แม้จะมีคฤหบดีมารอถวายมากมายก็ตาม
ศรัทธาในการถวายทานนี้ไม่มีเครื่องมือวัดได้
รู้เฉพาะผู้ที่มาถวายเองเท่านั้น
และของที่นำมาถวายนั้นเป็นกุศโลบายให้เรามีจิตแช่มชื่นด้วยการเห็นว่าสิ่
งของที่นำมาถวายนั้นมีความประณีตเพียงใด  ดังนั้นแล้วความสำคัญ

ประการหนึ่งก็คือจิตของผู้ถวายทานที่ต้องตั้งไว้ให้ดีขณะก่อนจะถวายทาน
ขณะถวายทาน และขณะจิตหลังถวายทาน หากทั้ง ๓
ขณะเป็นกุศลเต็มกำลัง ทานนั้นย่อมมีผลมาก
และถ้าตัวผู้ถวายทานมีศีลบริบูรณ์ก็ทำให้ทานนั้นมีผลมากเช่นกัน

อีกประการหนึ่งคือผู้รับทานเป็น
ทักขิเณยบุคคลผู้เป็นพระอรหันต์ที่ออกจากนิโรธสมาบัติ
จึงทำให้ทานของนางมีผลมาก

ประการสุดท้ายคือตัวทานที่ถวาย ดูภายนอกในสายตาของคนทั่วๆ
ไปเป็นทานที่ไม่สะอาดประณีต
แต่อาหารนี้คือสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตของนางเลย
เพราะนางไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่าในชีวิตที่สำคัญเท่ากับอาหารอีกแล้ว
นางมีเพียงตัวไม่มีบ้านหรือทรัพย์สมบัติใดๆ เลย
เมื่อนางถวายพระเถระสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดและสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่
ของนาง ทานที่ถวายจึงมีผลมาก  เจริญพร

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา