พระเจ้าอชาตศัตรู กับคำถามเรื่องสามัญผล

“ถ้าใครหวังความก้าวหน้าในการปฏิบัติที่วัดผลได้ พิสูจน์ได้… ต้องเจริญสติสัมปชัญญะอย่างต่อเนื่องทุกอิริยาบถอย่างละเอียดลึกซึ้ง”

 พระเจ้าอชาตศัตรู กับคำถามเรื่องสามัญผล

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับ ณ สวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ใกล้พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ เป็นวันครบ ๔ เดือน ฤดูดอกโกมุทพระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรูเวเทหิบุตร แวดล้อมด้วยราชอำมาตย์ประทับนั่ง ณ พระมหาปราสาทชั้นบน  ทรงตรัสกับข้าราชบริพารว่า ดูกรอำมาตย์ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่ารื่นรมย์หนอ  ช่างงามจริงหนอ น่าชมจริงหนอ น่าเบิกบานจริงหนอ เข้าลักษณะจริงหนอ วันนี้เราควรจะเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดดีหนอ ซึ่งจิตของเราผู้เข้าไปหาพึงเลื่อมใสได้. (ที่เป็นเช่นนั้นเพราะตั้งแต่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบว่าพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดาทรงสิ้นพระชนม์ในที่คุมขัง พระองค์มิได้ทรงบรรทมหลับเลยแม้แต่คืนเดียว พอจะบรรทมหลับ ก็ทรงหวาดสะดุ้งตื่นขึ้นมาอยู่เสมอ พระองค์ต้องการสมณพราหมณ์ผู้แนะนำที่ช่วยให้พระทัยของพระองค์สงบลงบ้าง ทรงต้องการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ก็ทรงเก้อเขินพระทัย เพราะก่อนหน้านี้พระองค์ก็มีส่วนในการลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า หลังจากทรงกลับพระทัยมาศรัทธาเลื่อมใสพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังไม่กล้าเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์)

ครั้งนั้นอำมาตย์ผู้เป็นสาวกของครูทั้งหกได้เสนอชื่อศาสดาที่ตนนับถือเป็นลำดับไปทีละท่านจนครบ พระองค์ได้ทรงสดับแล้ว แต่ก็ยังทรงนิ่งอยู่ สมัยนั้น หมอชีวก โกมารภัจจ์ นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกลพระองค์นัก จึงทรงพระตรัสถามว่า ชีวกผู้สหาย เธอทำไมจึงนิ่งเสียเล่า, หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า ขอเดชะ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ สวนอัมพวันของข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่พระกิตติศัพท์อันงามของพระองค์ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า

เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด  เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระหฤทัยพึงเลื่อมใส ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสว่า ชีวกผู้สหาย ถ้าอย่างนั้นท่านจงสั่งให้เตรียมหัตถียานไว้. หมอชีวก โกมารภัจจ์ รับสนองพระราชโองการแล้ว สั่งให้เตรียมช้างพังประมาณ ๕๐๐ เชือก แล้วทูลเชิญเสด็จ  ท้าวเธอโปรดให้พวกสตรีขึ้นช้างพัง ๕๐๐ เชือกๆ ละนาง แล้วจึงทรงช้างพระที่นั่งมีผู้ถือคบเพลิง เสด็จออกจากพระนครราชคฤห์ ด้วยพระราชานุภาพอย่างยิ่งใหญ่ เสด็จไปสวนอัมพวันของหมอชีวก โกมารภัจจ์.

ไม่กล้าเข้าเฝ้า

พอใกล้จะถึง ท้าวเธอเกิดทรงหวาดหวั่นครั่นคร้าม และทรงมีความสยดสยองขึ้น ครั้นท้าวเธอทรงกลัว ทรงหวาดหวั่น มีพระโลมชาติชูชันแล้ว จึงตรัสกับหมอชีวก โกมารภัจจ์ว่า ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ลวงเราหรือ ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้หลอกเราหรือ ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ล่อเรามาให้ศัตรูหรือ เหตุไฉนเล่า ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ตั้ง ๑๒๕๐ รูป จึงไม่มีเสียงจาม เสียงกระแอม เสียงพึมพำเลย หมอชีวก โกมารภัจจ์กราบทูลว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงหวาดหวั่นเกรงกลัวเลยพระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ลวงพระองค์ไม่ได้หลอกพระองค์ ไม่ได้ล่อพระองค์มาให้ศัตรูเลย พระเจ้าข้า

ขอเดชะ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเถิดๆ นั่นประทีปที่โรงกลมยังตามอยู่. ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนช้างพระที่นั่งไปจนสุดทาง เสด็จลงทรงพระดำเนินเข้าประตูโรงกลม แล้วจึงรับสั่งกะหมอชีวก โกมารภัจจ์ว่า ชีวกผู้สหาย ไหนพระผู้มีพระภาค. หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า ขอเดชะ นั่นพระผู้มีพระภาค ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา ภิกษุสงฆ์แวดล้อมอยู่.

ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วทรงชำเลืองเห็นภิกษุสงฆ์นิ่งสงบเหมือนห้วงน้ำใส ทรงเปล่งพระอุทานว่า ขอให้อุทยภัทท์กุมารของเราจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาทั้งความรัก. แล้วท้าวเธอทูลรับว่า พระเจ้าข้า อุทยภัทท์กุมารเป็นที่รักของหม่อมฉันขอให้อุทยภัทท์กุมารของหม่อมฉันจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้เถิด.

 ทรงถามถึงสามัญผล

ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วทรงประนมอัญชลีแก่ภิกษุสงฆ์ ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจะขอทูลถามปัญหาบางเรื่องสักเล็กน้อย ถ้าพระองค์จะประทาน พระวโรกาสพยากรณ์ปัญหาแก่หม่อมฉัน.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พนักงานจัดส่งเสบียง พวกอุคคราชบุตร พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะหนัง คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น เขาย่อมบำรุงตน มารดาบิดา บุตรภริยา มิตรอำมาตย์ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญบำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้บ้างหรือไม่?

พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ทรงจำได้หรือไม่ว่า ปัญหาข้อนี้ มหาบพิตรได้ตรัสถามสมณพราหมณ์พวกอื่นแล้ว สมณพราหมณ์เหล่านั้นพยากรณ์อย่างไร ถ้ามหาบพิตรไม่หนักพระทัย ก็ตรัสเถิด. พระราชาตรัส ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จำได้อยู่ ปัญหาข้อนี้ หม่อมฉันได้ถามสมณพราหมณ์พวกอื่นแล้ว. 

สามัญญผลกับมิจฉาทิฏฐิของครูทั้ง 6

พระราชาทรงเล่าถวายพระพุทธเจ้าว่า ณ กรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันได้เคยเข้าไปหาครูทั้งหก ถามถึงสามัญญผลสูตร แต่ครูทั้งหกก็ตอบไปตามทิฏฐิที่ตนรู้และเข้าใจ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ หรือผลทั่วไปที่เห็นได้เหมือนกัน เป็นผลจากการประกอบการงาน หรือที่บุคคลพึงได้จากการประกอบอาชีพ จากการทำงานในตำแหน่ง ครูปูรณกัสสปะ เมื่อบุคคลทำเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำ ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด (หมายถึงตัดช่องย่องเบาขโมยทรัพย์สิน) เบียดเบียนเอง ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียน ทำเขาให้เศร้าโศกเอง ใช้ผู้อื่นทำเขาให้เศร้าโศก ทำเขาให้ลำบากเอง ใช้ผู้อื่นทำเขาให้ลำบาก ดิ้นรนเอง ทำเขาให้ดิ้นรน ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ตัดที่ต่อ ปล้นไม่ให้เหลือ ทำโจรกรรมในเรือนหลังเดียว ซุ่มอยู่ที่ทางเปลี่ยว ทำชู้ภริยาเขา พูดเท็จ ผู้ทำไม่ชื่อว่าทำบาป

แม้หากผู้ใดจะใช้จักรซึ่งมีคมโดยรอบเหมือนมีดโกน สังหารเหล่าสัตว์ในปฐพีนี้ ให้เป็นลาน เป็นกองเนื้ออันเดียวกัน บาปที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบาปมาถึงเขา อีกอย่างหนึ่ง การให้เอง ใช้ให้ผู้อื่นให้ บูชาเอง ใช้ให้ผู้อื่นบูชา บุญที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบุญมาถึงเขา ด้วยการให้ทาน การทรมาน อินทรีย์ การสำรวมศีลการกล่าวคำสัตย์ บุญที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบุญมาถึงเขา จะทำบาปหรือทำบุญผลแห่งการทำนั้นไม่มี

ครูปูรณกัสสปะ ตอบการทำแล้วไม่เป็นอันทำ เปรียบเหมือนเขาถามถึงมะม่วง ตอบขนุนสำมะลอ หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ ตอบมะม่วงฉะนั้น คือ ถามอย่างหนึ่งกลับไปตอบอีกอย่างหนึ่ง หม่อมฉันมีความดำริว่า ไฉน คนอย่างเรา จะพึงมุ่งรุกรานสมณะหรือพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขต ดังนี้ แล้วไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของครูปูรณกัสสปะ ไม่พอใจ แต่ก็มิได้เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจ ไม่เชื่อถือ ไม่ใส่ใจถึงวาจานั้น ลุกจากที่นั่งหลีกไป

(ความคิดของปูรณกัสสปะเป็นมิจฉาทิฏฐิแบบหนึ่งในบรรดามิจฉาทิฏฐิทั้งหมด ปัจจุบันนี้เราก็ยังคงเห็นสาวกของปูรณกัสสปะที่ยังมีชีวิตอยู่มากมาย คือ คนที่เชื่อว่าผลบาปไม่มี ผลบุญไม่มี การให้ทานรักษาศีลไม่มีผล การบูชาไม่มีผล คนที่ผิดศีลประกอบทุจริตสาม ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ฉ้อโกงปล้นจี้ ไม่ยอมคืนเงินที่ยืมไป ประพฤติผิดในกาม กล่าววจีทุจริต ดื่มเสพสุราของมึนเมา เป็นคนอกตัญญู คิดว่าตายแล้วก็สูญไป ไม่มีมีเหลือ จะทำอะไรก็ได้ตามใจ

คนที่คิดแบบนี้เขาพร้อมทำชั่วได้ทุกอย่างที่มีโอกาสทำ ความคิดเช่นนี้เป็นอันตรายต่อตนเองและครอบครัว สังคม ประเทศชาติ คนที่มีทิฏฐิความเห็นเช่นนี้ แม้ทะเบียนบ้านจะระบุว่าเป็นชาวพุทธ แต่แท้จริงแล้วเป็นสาวกของปูรณกัสสปะ เพราะกำลังเชื่อและทำแบบเดียวกับปูรณกัสสปะและสาวกของปูรณกัสสปะในอดีตอยู่ ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนที่แท้จริง)

ครูมักขลิโคศาลตอบว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย หาสาเหตุมิได้ หาปัจจัยมิได้ ย่อมเศร้าหมอง ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหาสาเหตุมิได้ หาปัจจัยมิได้ ย่อมบริสุทธิ์ ไม่มีการกระทำของตนเองไม่มีการกระทำของผู้อื่น ไม่มีการกระทำของบุรุษ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร ไม่มีเรี่ยวแรงของบุรุษ ไม่มีความบากบั่นของบุรุษ สัตว์ทั้งปวง ปาณะทั้งปวง ภูตะทั้งปวง ชีวะทั้งปวง ล้วนไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร แปรไปตามเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย ตามความประจวบตามความเป็นเอง ย่อมเสวยสุขเสวยทุกข์ในอภิชาติทั้งหก เท่านั้น

สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวไปในกำเนิดและภพภูมิต่างๆ จนครบแล้วก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เอง ไม่มีความเสื่อมความเจริญ ไม่มีการเลื่อนขึ้นเลื่อนลง พาลและบัณฑิต เร่ร่อน ท่องเที่ยวไป จักทำที่สุดทุกข์ได้เอง การอบรมตนด้วยศีลด้วยพรตด้วยตบะหรือด้วยพรหมจรรย์ไม่มีผล ไม่มีทางลัดให้ถึงความสิ้นทุกข์ มีเพียงแต่ต้องท่องเที่ยวไปจนครบแล้วบริสุทธิ์หมดจดได้เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไป ย่อมคลี่หมดไปเองฉะนั้นดังนี้   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูมักขลิ โคศาลกลับพยากรณ์ถึงความบริสุทธิ์ด้วยการเวียนว่าย ฉะนี้

(ทิฏฐิความคิดเห็นของมักขลิโคศาลก็ถือเป็นมิจฉาทิฎฐิประเภทหนึ่ง เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดกล่าวถึงการไม่มีเหตุปัจจัย ไม่ต้องทำอะไร ชีวิตเป็นไปตามเคราะห์ดีเคราะห์ร้ายตามที่ตนประสบพบเอง โชคชะตานำทางไปเอง ไม่มีใครฝืนโชคชะตาไว้ได้ ต้องเป็นไปตามเคราะห์กรรมที่ซัดไปในกำเนิดและภพภูมิต่างๆ ไม่ต้องรักษาศีลไม่ต้องฝึกฝนตนไม่ต้องทำอะไร สุดท้ายแล้วสรรพสัตว์จะบริสุทธิ์ ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เอง ปัจจุบันเราก็ยังเห็นสาวกของมักขลิโคศาลอยู่จำนวนมาก ที่เชื่อโชคชะตา คำทำนายทายทัก เชื่อว่ามีเคราะห์ดีเคราะห์ร้ายให้ผล จึงไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมเพราะชะตาถูกกำหนดเอาไว้แล้ว สาวกปัจจุบันมีความคิดเพิ่มเติมไปว่า ต้องสะเดาะเคราะห์ บูชาราหู ปรับเปลี่ยนโชคชะตา)

ครูอชิตเกสกัมพล ตอบว่า การเซ่นสรวงมีเถ้าเป็นที่สุด (การเซ่นสรวงหมายถึงการบูชา) ทานนี้ คนเขลาบัญญัติไว้ คำของคนบางพวกพูดว่า มีผลๆ ล้วนเป็นคำเปล่า คำเท็จ คำเพ้อ เพราะกายสลาย ทั้งพาลทั้งบัณฑิตย่อมขาดสูญพินาศสิ้น เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่เกิด ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผล ที่เห็นประจักษ์ ครูอชิตะ เกสกัมพล กลับตอบถึงความขาดสูญ

(อชิตเกสกัมพล ถืออุทเฉททิฏฐิ เชื่อว่าตายแล้วสูญ ความคิดเช่นนี้ก็เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นด้วย คือคนคิดเช่นทำกรรมชั่วได้ทุกอย่าง เพราะถือว่าทำแล้วจบไป เห็นแก่ตัวไว้ก่อน เห็นแก่ได้ ทำเพื่อตนเองเอาไว้ก่อน โลภมาก กอบโกยให้มากเข้าไว้ ใครอื่นจะลำบากแค่ไหนไม่มีการแบ่งปันอะไรให้ใคร ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ นรกมีไว้ขู่ไม่ให้คนทำชั่ว สวรรค์เอาไว้ล่อให้คนทำความดี )

เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ แต่ครูปกุธะกัจจายนะ กลับเอาเรื่องอื่นมาพยากรณ์ว่าสภาวะ ๗ กองเหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีแบบอย่างอันใครทำ ไม่มีใครนิรมิต ไม่มีใครให้นิรมิต เป็นสภาพยั่งยืน ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด สภาวะ ๗ กองเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่เบียดเบียนกันและกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุข และทุกข์แก่กันและกัน

สภาวะ ๗ กอง เป็นไฉน คือกองดิน กองน้ำ กองไฟ กองลม สุข ทุกข์ ชีวะเป็นที่ ๗ สภาวะ ๗ กองนี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีแบบอย่างอันใครทำ ไม่มีใครนิรมิต ไม่มีใครให้นิรมิต เป็นสภาพยั่งยืน ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด สภาวะ ๗ กองเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่เบียดเบียนกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขทั้งทุกข์ แก่กันและกัน ผู้ฆ่าเองก็ดี ผู้ใช้ให้ฆ่าก็ดี ผู้ได้ยินก็ดี ผู้กล่าวให้ได้ยินก็ดี ผู้เข้าใจความก็ดี ผู้ทำให้เข้าใจความก็ดี ไม่มีในสภาวะ ๗ กองนั้น เพราะว่าบุคคลจะเอาศาสตราอย่างคมตัดศีรษะกัน ไม่ชื่อว่าใครๆ ปลงชีวิตใครๆ เป็นแต่ศาสตราสอดไปตามช่องแห่งสภาวะ ๗ กองเท่านั้น

(คนที่คิดเช่นนี้สามารถทำชั่วได้ง่ายๆโดยไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น) หม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ แต่ครูนิครนถ์นาฏบุตร กลับตอบถึงสังวร ๔ ประการว่า นิครนถ์ในโลกนี้เป็นผู้ห้ามน้ำทั้งปวง ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยน้ำทั้งปวง ๑ เป็นผู้กำจัดด้วยน้ำทั้งปวง ๑ เป็นผู้ประพรมด้วยน้ำทั้งปวง ๑ นิครนถ์เป็นผู้สังวรแล้วด้วยสังวร ๔ ประการ อย่างนี้แล มหาบพิตร

เพราะเหตุที่นิครนถ์เป็นผู้สังวรแล้วด้วยสังวร ๔ ประการอย่างนี้ บัณฑิตจึงเรียกว่า เป็นผู้มีตนถึงที่สุดแล้ว มีตนสำรวมแล้วมีตนตั้งมั่นแล้ว หม่อมฉันถามอย่างหนึ่ง แต่นิครนถ์นาฏบุตรกลับตอบไปอีกอย่างหนึ่ง เหมือนถามถึงมะม่วงแต่ตอบขนุนสำมะลอ ถามถึงขนุนสำมะลอกลับตอบมะม่วง

(ปัจจุบันสาวกของนิครนถ์ก็ยังมีอยู่ ที่ถามอีกอย่างตอบอีกอย่าง ตอบแต่เรื่องที่ตนเองทำและสนใจเท่านั้น เข้าใจว่าความคิดและการกระทำของตนนั้นดีที่สุดแล้ว)

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูสญชัย เวลัฏฐบุตร กลับตอบส่ายไปไปมาไม่ตายตัว เช่นว่า ถ้ามหาบพิตรตรัสถามอาตมภาพว่า โลกหน้ามีอยู่หรือ ถ้าอาตมภาพมีความเห็นว่ามี ก็จะพึงทูลตอบว่ามี ความเห็นอาตมภาพว่าอย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่

ถ้ามหาบพิตรตรัสถามอาตมภาพว่า โลกหน้าไม่มีหรือ ถ้าอาตมภาพมีความเห็นว่าไม่มี ก็จะพึงทูลตอบว่าไม่มี … ถ้ามหาบพิตรตรัสถามว่า โลกหน้ามีด้วยไม่มีด้วยหรือ ถ้าอาตมภาพมีความเห็นว่า มีด้วยไม่มีด้วย ก็จะพึงทูลตอบว่ามีด้วยไม่มีด้วย … ถ้ามหาบพิตรตรัสถามว่า โลกหน้ามีก็มิใช่ไม่มีก็มิใช่หรือ ถ้าอาตมภาพมีความเห็นว่ามีก็มิใช่ไม่มีก็มิใช่ ก็จะพึงทูลตอบว่ามีก็มิใช่ไม่มีก็มิใช่ …สัตว์ผุดเกิด ผลวิบากแห่งกรรมฯ เปรียบเหมือนเขาถามถึงมะม่วง ตอบขนุนสำมะลอ หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ ตอบมะม่วงฉะนั้น

หม่อมฉันมีความดำริว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านี้ ครูสญชัย เวลัฏฐบุตร นี้โง่กว่าเขาทั้งหมด งมงายกว่าเขาทั้งหมด หม่อมฉันมีความดำริว่า ไฉน คนอย่างเรา จะพึงมุ่งรุกรานสมณะหรือพราหมณ์ ผู้อยู่ในราชอาณาเขต ดังนี้ แล้วไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของครูสญชัย เวลัฏฐบุตร ไม่พอใจแต่ก็มิได้เปล่งวาจา แสดงความไม่พอใจ ไม่เชื่อถือ ไม่ใส่ใจถึงวาจานั้น ลุกจากที่นั่งหลีกไป.

จากคำถามก่อนบรรยายที่ว่า ถ้าใครมาถามว่า ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ ถ้าเราตอบอย่างใดอย่างหนึ่ง แสดงว่าเราเป็นฝักฝ่ายของทิฏฐิใดทิฏฐิหนึ่ง ถ้าตอบว่า ตายแล้วเกิดแสดงว่า เราเป็นสัสสตทิฏฐิ คือเชื่อว่ามีการเวียนว่ายตายเกิด มีวิญญาณล่องลอยไปเกิดแล้วเกิดอีกในภพภูมิต่างๆเป็นสาวกของมักขลิโคศาล ที่เชื่อว่าเกิดมาใช้กรรมไปทุกกำเนิดทุกภพภูมิ

ถ้าตอบว่าตายแล้วสูญ ก็ถือเป็นอุทเฉททิฏฐิ เป็นสาวกของอชิตะเกสกัมพล ที่เชื่อว่าตายแล้วก็จบกันไป

เราชาวพุทธควรตอบเป็นกลางๆ ตามธรรมว่า ตายแล้วถ้ามีเหตุปัจจัยให้เกิดก็เกิดอีก ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิดอีกก็นิพพาน สภาวะนิพพานไม่มีใครเกิดไม่มีใครตาย มีแต่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดับไปแล้ว นิพพานนั้นเกิดมีได้ตอนยังมีชีวิตอยู่ได้ด้วย คือกิเลสนิพพานดับกิเลสเป็นขณะตามหลักอริยมรรค และเมื่อธาตุขันธ์ดับไป เรียกว่าขันธปรินิพพาน)

พระพุทธเจ้าทรงแสดงสามัญผล

พระเจ้าอชาตศัตรูทูลถามสามัญญผลต่อไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันแม้ข้ออื่น ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์เหล่านี้ได้หรือไม่?”

“อาจอยู่ มหาบพิตร ถ้าอย่างนั้น มหาบพิตรจงคอยสดับ จงตั้งพระทัยให้ดี อาตมภาพจักแสดง.”

           ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรู ทูลสนองพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ(ทั้งความรู้และความประพฤติ) เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม

พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่งย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบเป็นทางมาแห่งธุลีบรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต

สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว สำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ.

 อินทรีย์สังวร

           จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงตรัส จุลศีล ๒๖ ข้อ มัชฌิมศีล ๑๐ ข้อ และมหาศีล ๗ ข้อ ทรงตรัสอินทรีย์สังวรว่า “ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายว่าดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะเธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสต ดมกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์

ภิกษุประกอบด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.

 สติสัมปชัญญะและสันโดษ

ทรงตรัสการฝึกฝนสติสัมปชัญญะ ว่า ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ? ดูกร มหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแลในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ.

ทรงตรัสเรื่องสันโดษ ว่า ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใดๆ ก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไปฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เองดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ.

 ข้อคิดจากพุทธประวัติตอนนี้ คือ

วิบากกรรมที่ทำอนันตริยกรรมนั้นเป็นกรรมหนักที่ให้ผลรุนแรงมาก แม้ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้รับความเดือดร้อนใจ เหมือนตกนรกทั้งเป็น  เมื่อพระราชาถามความคิดเห็น เหล่าอำมาตย์ก็ตอบไปตามตัณหาและทิฏฐิที่ศาสดาของตนสั่งสอน ต่างก็มั่นใจว่าศาสดาของตนนั้นสูงส่งและสอนถูกต้องที่สุดแล้ว

การได้ราชสมบัติมาโดยมิชอบธรรม ทำให้พระราชาทรงหวาดระแวงอยู่เสมอ เมื่อได้เห็นภิกษุมีกิริยาอาการแตกต่างไปจากคนทั้งหลาย ทรงอัศจรรย์พระทัยอย่างยิ่ง และเกิดความสงบพระทัยลงได้เพราะเห็นภิกษุผู้สงบระงับทั้งหลายเหล่านั้น ทรงเกิดความเลื่อมใสในสงฆ์ สมจริงดังคำตรัสให้โอวาทภิกษุทั้งหลายของพระพุทธเจ้าที่ว่า ภิกษุเมื่อเข้าประชุมพึงทำกิจสองอย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งคือ สนทนาธรรมกัน หรือนิ่งอย่างพระอริยเจ้า หมายความว่าเมื่อภิกษุเจอกัน ควรเป็นไปเพื่อสนทนาธรรม สอบถามถึงวิธีเจริญมรรคเพื่อดับทุกข์ หรือแม้ว่าบุคคลนั้นยังเป็นปุถุชนอยู่ ก็สามารถนิ่งอย่างพระอริยเจ้าได้  

การนิ่งรอฟังด้วยความเคารพทำให้บริษัทนั้นๆน่าเกรงขามและน่าเลื่อมใสพร้อมกันไปด้วยพระเจ้าอชาตศัตรูทรงไม่เห็นความแตกต่างของพระพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลาย แสดงว่าพระพุทธเจ้า ทรงมีพระเศียรเหมือนภิกษุทั่วไป มิได้ทรงมีมวยผมจุก หรือไม่ได้มีพระเมาฬีตามภาพวาดในคติพราหมณ์ การที่ช่างวาดภาพให้มีลักษณะอย่างนั้นแสดงว่าวาดไม่ตรงตามหลักฐานที่บันทึกไว้ แม้ในมหาปุริสลักษณะก็ไม่ได้บันทึกไว้ว่ายังทรงมีพระเมาฬี เพราะทรงตัดออกที่แม่น้ำอโนมาแล้ว

พระเจ้าอชาตศัตรูมีพระศรัทธาในพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์แล้ว ยังทรงปรารถนาจะรู้ถึงสามัญญผล คือผลที่เห็นประจักษ์ของการบวช ทรงใคร่จะรู้ศีล วิชาและจรณะของภิกษุทั้งหลาย ทรงประสงค์จะทราบที่สุดของพรหมจรรย์จึงทรงทูลถามเช่นนั้นฯ.

พระพุทธองค์จึงทรงตรัสถึงสามัญผลเป็นลำดับไป เริ่มต้นจากพุทธคุณ กุลบุตรมีศรัทธาออกบวช ซึ่งการบวชมีถึงแปดวิธี เช่น พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง รับไตรสรณคมณ์ รับโอวาทสาม (พระมหากัสสปะ) ญัตติจตุตถกรรม (ภิกษุสงฆ์บวชให้) บวชโดยการพยากรณ์ปัญหา (ทรงบวชให้โสปากะสามเณร) รับครุธรรม (ทรงบวชให้พระนางมหาปชาบดีโคตรมี) บวชในสงฆ์สองฝ่าย(เป็นขั้นตอนการบวชของภิกษุณี) ส่งทูตไป (เป็นการบวชโดยพระพุทธเจ้าทรงส่งทูตของพระองค์ไปบวชหญิงโสเภณีชื่ออัฑฒกาสี) ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ญัตติจตุตถกรรมที่สงฆ์บวชให้เท่านั้น และไตรสรณคมณ์ก็ใช้ในการรับศีลห้าและศีลแปดแทน

แต่เดิมในยี่สิบพรรษาแรกนั้นยังไม่ทรงบัญญัติพระวินัย ต่อมาทรงตรัสจุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล ทรงตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรและสามัญญผลสูตรนี้  ซึ่งจะไม่เอามาบรรยาย การหาอ่านก็แสนง่าย ไม่ต้องไปค้นในตู้พระไตรปิฎก เพราะมีผู้เอามาลงไว้ให้อ่านในอินเทอร์เน็ตแล้ว แค่พิมพ์คำว่าจุลศีลฯ ลงไปเท่านั้นก็อ่านได้เลย เมื่อทรงตรัสเรื่องศีลแล้วก็ทรงให้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ทรงตรัสให้ฝึกฝนสติสัมปชัญญะ ทำความรู้สึกตัวในทุกอิริยาบถเหมือนกับหลักสูตรการเรียนการสอนของพุทธวิหาร วัดพระธรรมจักรนี่แหละ และทรงสอนให้สันโดษ ทรงตรัสสอนเป็นขั้นตอนแบบพระสูตรนี้ในหลายๆ พระสูตร 

           คำว่าอย่าถือเอาโดยนิมิต แปลว่าอย่าถือเอาด้วยองค์รวม ว่ารูปทั้งหมดที่เห็นนั้นเป็นรูปสวย หรือไม่สวย คำว่าอย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ แปลว่า อย่าถือโดยแยกส่วน เช่น แยกส่วนว่าตาสวย ผมสวย ผิวสวย อย่าถือเอาว่าสวยงามแค่บางส่วน ไม่สำคัญมั่นหมายทั้งในนิมิตและพยัญชนะ การฝึกฝนสติสัมปชัญญะ พระพุทธองค์ไม่ได้จำกัดไว้แค่สอนภิกษุ แต่ทรงหมายถึงใครๆที่ฟังแล้วเข้าใจก็สามารถปฏิบัติตามได้ทั้งนั้น เป็นการฝึกฝนที่เป็นสากล ที่ใครทำได้ก็ได้รับประโยชน์ทันทีที่ทำ 

คำว่าสันโดษ ไม่ได้แปลว่าไปอยู่คนเดียว แต่แปลว่า ความยินดีหรือพอใจเท่าที่ตนมีอยู่หรือเป็นอยู่ ไม่ทุกข์จากสิ่งที่ไม่มี สิ่งที่มีไม่ว่ามากหรือน้อย ก็ยินดีพอใจใช้ไปตามฐานะของตน ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมในสิ่งที่เกินจำเป็น คำว่าสันโดษไม่ได้หมายความว่าต้องไปอยู่คนเดียว ก่อนนี้นักการเมืองมองหลักธรรมสันโดษและมักน้อยว่า ทำให้ประเทศชาติไม่พัฒนา ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายกาจ สันโดษมาจากคำว่า สันตุฏฐิ  สังแปลว่าพร้อม ตุฏฐิแปลว่ายินดี รวมความแปลว่า ยินดีพร้อม คือได้กำไรสามร้อยก็ยินดีในสามร้อยที่ได้มา ได้กำไรร้อยล้านก็ยินดีในร้อยล้านที่ได้มา

สันโดษนั้นแบ่งเป็น ๓ ประเภทคือ  

๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ หมายความว่าตนหาสิ่งใดได้มาด้วยความเพียรอันชอบธรรม ก็ยินดีในสิ่งนั้น ไม่ติดใจอยากได้สิ่งอื่น ทั้งไม่เดือดร้อนเพราะสิ่งที่ตนไม่ได้มา และไม่ริษยาคนอื่นเขา

๒. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลังคือตนทำเต็มที่ตามศักยภาพที่มีอยู่ และได้มาแค่ไหนก็ยินดีแค่นั้น ไม่ยินดีอยากได้เกินกำลัง

๓. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควรหมายถึงยินดีตามที่เหมาะสมกับตน ทั้งในแง่ของเพศภาวะ ฐานะทางสังคมและแนวทางการดำเนินชีวิต 

 เริ่มต้นจากศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ฝึกฝนสติสัมปชัญญะ การเจริญสติสัมปชัญญะในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่ควรเจริญอย่างสม่ำเสมอ หรือเจริญอยู่เนืองๆ จะเป็นประโยชน์การดำเนินชีวิตมาก แต่ถ้าใครหวังความก้าวหน้าในการปฏิบัติที่วัดผลได้ พิสูจน์ได้ ต้องการหวังผลขั้นสูงในด้านวิปัสสนาญาณ ต้องการเปลี่ยนแปลงความเคยชินที่ไม่ดีอย่างถาวร ต้องเจริญสติสัมปชัญญะอย่างต่อเนื่องทุกอิริยาบถอย่างละเอียดลึกซึ้ง ก็สามารถสมัครเข้ามาศึกษาเรียนรู้ตามหลักสูตรของพุทธวิหารได้ ในภาคปฏิบัติไม่ได้มีเฉพาะสันโดษในปัจจัยสี่ แต่มีการสันโดษในอารมณ์ด้วย การมีความสันโดษในอารมณ์ต้องทำอย่างไร ก็ขอเชิญท่านทั้งหลายมาเรียนรู้ฝึกฝนปฏิบัติการสันโดษทางอารมณ์ได้.

 อ้างอิง

ธรรมะบรรยาย “ของฝากจากพระไตรปิฎก” แสดงธรรมวันที่ ๑๓ และ ๒๗ มิ.ย.๖๔ ณ พุทธวิหาร ศูนย์กลางการศึกษาวิปัสสนาธุระ วัดพระธรรมจักร

หัวข้อธรรมะเรื่อง พุทธประวัติ ตอน พระเจ้าอชาตศัตรูเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

ถอดความจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

สามัญญผลสูตร บางส่วนก็ถอดความและเพิ่มความหมายเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น