เรื่องพราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฎก

“บุคคลพึงรีบขวนขวายในความดี พึงห้ามจิตเสียจากบาป 

เพราะว่าเมื่อบุคคลทำความดีช้าอยู่ ใจจะยินดีในบาป”

เรื่องพราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฎก

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ ชื่อ จูเฬกสาฏก ดังนี้

ในกรุงสาวัตถี พราหมณ์ ชื่อ จูเฬกสาฎก อาศัยอยู่กับพราหมณี ทั้งสองคนมีผ้าสำหรับห่มเพียงผืนเดียวเท่านั้น จึงต้องผลัดกันใช้เมื่อออกไปข้างนอก 

วันหนึ่ง มีการประกาศให้ไปฟังธรรมในวิหาร ทั้งสองไม่อาจไปพร้อมกันได้ เพราะไม่มีผ้าห่ม พราหมณีจึงตกลงจะไปฟังธรรมในเวลากลางวัน ส่วนพราหมณ์จะไปในเวลากลางคืน

เมื่อถึงเวลากลางคืน พราหมณ์ได้นั่งฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า แล้วเกิดความซาบซึ้งปีติไปทั่วร่าง ใคร่จะบูชาพระศาสดา พลางคิดว่า “ถ้าเราจักถวายผ้าสาฎกนี้ไซร้ ผ้าห่มของนางพราหมณีจักไม่มี ของเราก็จักไม่มี”

ขณะนั้นจิตทั้งหลายอันประกอบด้วยความตระหนี่เกิดขึ้นครอบงำศรัทธาจิต  เมื่อเขากำลังคิดว่า “จักถวาย จักไม่ถวาย” จนเวลาจากปฐมยามล่วงเลยเข้าสู่ปัจฉิมยาม เมื่อได้พิจารณาเห็นภัยจากอกุศลที่เกิดขึ้น จึงข่มความตระหนี่ทั้งหลายได้แล้วนำผ้าสาฎกไปวางแทบบาทพระศาสดา และเปล่งเสียงดังขึ้น ๓ ครั้งว่า “ข้าพเจ้าชนะแล้ว ข้าพเจ้าชนะแล้ว”

พระเจ้าปเสนทิโกศล กำลังทรงฟังธรรม เมื่อได้ยินและทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทรงเห็นว่า พราหมณ์ทำสิ่งที่บุคคลทำได้ยาก ต้องการที่จะสงเคราะห์พราหมณ์ จึงพระราชทานผ้าสาฎก ๑ คู่ แก่พราหมณ์ แต่พราหมณ์ได้นำผ้านั้นไปถวายแด่พระพุทธเจ้า พระราชาจึงพระราชทานผ้าให้เป็นทวีคูณอีก คือ ๒ คู่ ๔ คู่ ๘ คู่ ๑๖ คู่ และพราหมณ์ก็ได้ถวายผ้าเหล่านั้นแด่พระตถาคตทั้งหมด 

จนเมื่อพระราชาพระราชทานผ้าให้จำนวน ๓๒ คู่ พราหมณ์จึงได้รับเอาผ้าสาฎก ๒ คู่ จาก ๓๒ คู่ สำหรับตนและนางพราหมณี เพื่อป้องกันคำติเตียนว่า “พราหมณ์ไม่ถือเอาเพื่อตน สละผ้าที่ได้แล้วๆ เสียสิ้น” และได้ถวายผ้า ๓๐ คู่ แด่พระตถาคต 

พระราชาทรงเห็นว่าพราหมณ์ทำสิ่งที่ทำได้ยาก จึงรับสั่งให้พระราชทานผ้ากัมพล (ผ้าขนสัตว์อย่างดี) ๒ ผืนแก่พราหมณ์ พราหมณ์คิดว่า “ผ้ากัมพลเหล่านี้ไม่สมควรแตะต้องที่สรีระของเรา ผ้าเหล่านั้นสมควรแก่พระพุทธศาสนาเท่านั้น”  จึงนำผ้ากัมพลผืนหนึ่งขึงเป็นเพดานบนที่บรรทมของพระศาสดา และอีกผืนหนึ่งขึงเป็นเพดานในที่ทำภัตกิจของพระภิกษุ เย็นวันนั้น เมื่อพระราชาทราบเรื่อง ทรงคิดว่า พราหมณ์เลื่อมใสในบุคคลที่ตนเลื่อมใสเหมือนกัน จึงพระราชทานสิ่งของและบุคคลให้อีกจำนวนมาก คือ ช้าง ๔ ม้า ๔ กหาปณะ (เงินตรา) ๔,๐๐๐ สตรี ๔ ทาสี ๔ บุรุษ ๔  และบ้านให้เก็บส่วยได้ ๔ ตำบล

ภิกษุทั้งหลาย ได้สนทนากันในโรงธรรมว่า ทานของ จูเฬกสาฎกพราหมณ์ ที่ได้ทำเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น กลับอัศจรรย์ให้ผลในวันนี้ทีเดียว

ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จมา  และทรงทราบเรื่องที่พระภิกษุทั้งหลายสนทนากัน จึงตรัสว่า

หากพราหมณ์ถวายผ้าแก่พระพุทธเจ้าในปฐมยาม เขาจะได้ของอย่างละ ๑๖ 

หากถวายผ้าในมัชฌิมยาม เขาจะได้ของอย่างละ ๘ 

แต่เพราะเขาถวายในเวลาใกล้รุ่ง เขาจึงได้ของอย่างละ ๔ 

แท้จริงแล้วกรรมอันดีนั้นควรทำทันที อย่าปล่อยให้จิตอันเป็นกุศลที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมเสียไป

มิเช่นนั้น กุศลที่บุคคลทำช้า เมื่อให้สมบัติ ย่อมให้ช้าเหมือนกัน ดังนั้นจึงควรทำกรรมอันดีในขณะจิตที่เป็นกุศลนั่นเอง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรควรรณนา