เรื่องปริพาชิกาชื่อสุนทรี

เรื่องปริพาชิกาชื่อสุนทรี

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางปริพาชิกา ชื่อ สุนทรี ดังนี้

 ในสมัยนั้นพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ได้รับการสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ทำให้พวกอัญญเดียรถีย์ (นักบวชอื่น นอกพระพุทธศาสนา) เสื่อมลาภลง เหล่าอัญญเดียรถีย์จึงได้ประชุมปรึกษากันและวางแผนหลอกใช้นางสุนทรี โดยกล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าเบียดเบียนพวกตน ทำให้เสื่อมลาภสักการะ และต้องการให้นางสุนทรีผู้มีความงามเป็นเลิศ กล่าวโทษพระพุทธเจ้าแก่ชาวเมืองทั้งหลาย เพื่อให้เสื่อมลาภสักการะบ้าง

ตั้งแต่นั้นมา นางสุนทรีได้ทัดทรงดอกไม้ ประพรมด้วยของหอมเครื่องลูบไล้ ฯลฯ เดินตรงไปยังพระเชตวันในช่วงเวลาเย็นที่ชาวเมืองทั้งหลายพากันกลับเข้าพระนครหลังจากไปฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า เมื่อมีคนถามว่าไปไหน ก็จะตอบว่าไปสำนักพระสมณโคดม และตนเองได้อยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมนั้น แต่ความจริงแล้วนางได้ไปอาศัยอยู่ในอารามของเดียรถีย์ เมื่อถึงเวลาเช้าตรู่ก็ทำทีเป็นเดินจากพระเชตวันกลับเข้ามายังพระนคร ครั้นเมื่อถูกชาวเมืองถามว่าไปไหนมา ก็จะตอบว่าตนอยู่พระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม และทำให้ท่านรื่นรมย์ยินดีด้วยกิเลสแล้วจึงกลับมา

เมื่อผ่านไป ๒-๓ วัน พวกเดียรถีย์ได้ว่าจ้างนักเลงให้ไปฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้ใกล้พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า หลังจากนั้น เหล่าเดียรถีย์ได้นำเรื่องที่นางสุนทรีหายตัวไปทูลแด่พระราชาทรงทราบ และพระราชาได้ทรงอนุญาตให้ไปค้นพระเชตวันตามที่พวกเดียรถีย์สงสัย

เมื่อเดียรถีย์พาพวกอุปัฏฐากของตนไปค้นที่พระเชตวันแล้ว ได้นำร่างนางสุนทรีกลับมาทูลแด่พระราชาว่า พระสาวกของพระสมณโคดมฆ่านางสุนทรีแล้วหมกไว้ ด้วยคิดว่าจักปกปิดกรรมลามกที่พระศาสดาทำ พระราชาได้ยินดังนั้น จึงให้พวกเดียรถีย์ไปประกาศถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทั่วเมืองได้ทราบ

หลังจากที่พวกเดียรถีย์ได้ป่าวประกาศออกไป ชาวเมืองสาวัตถีส่วนมากพากันเที่ยวด่าพวกภิกษุ ทั้งภายในเมือง นอกเมือง และในป่า ภิกษุทั้งหลายจึงได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุว่า เสียงด่าเหล่านั้นจะมีอยู่ ๗ วัน พ้นจาก ๗ วันแล้วก็จะหายไป และให้โต้ตอบผู้ที่เห็นภิกษุแล้ว ด่า บริภาษ ขึ้งเคียด เบียดเบียน ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ไม่ใช่ของสัตบุรุษ ด้วยคาถานี้ว่า

 “คนที่ชอบกล่าวคำไม่จริง

หรือคนที่ทำความชั่วแล้วกล่าวว่า ‘ฉันไม่ได้ทำ’

ต่างก็ตกนรก คน ๒ จำพวกนั้น ต่างก็มีกรรมชั่ว

ตายไปแล้ว มีคติเท่าเทียมกันในโลกหน้า”

เมื่อภิกษุได้กระทำตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำแล้ว ชาวเมืองทั้งหลายจึงพากันคิดได้ว่า เรื่องนี้พวกตนมิได้เห็นด้วยตาตนเอง จึงไม่พึงพูดเรื่องนี้โดยเชื่อคำเดียรถีย์ เมื่อพ้น ๗ วัน เสียงด่าก็หายไป ฝ่ายพระราชาก็ได้สั่งให้ราชบุรุษสืบหาผู้ที่ฆ่านางสุนทรี

นักเลงเหล่านั้นนำเงินค่าจ้างที่ได้มาไปซื้อสุราดื่ม และก่อการทะเลาะวิวาทกันขึ้น ระหว่างนั้นได้พูดถึงการที่พวกตนได้ฆ่านางสุนทรี จึงถูกราชบุรุษจับตัวไปมอบถวายแด่พระราชา และได้รับสารภาพว่าพวกตนเป็นผู้ฆ่าเองโดยมีพวกอัญญเดียรถีย์เป็นผู้ว่าจ้าง พระราชาจึงบังคับให้พวกเดียรถีย์ประกาศไปทั่วเมืองว่า พวกตนเป็นผู้ฆ่านางสุนทรี โทษของพระสาวกและของพระพุทธเจ้าไม่มี เป็นโทษของพวกตนฝ่ายเดียว ชาวเมืองทั้งหลายจึงได้ทราบความจริง และพวกเดียรถีย์รวมถึงนักเลง ต่างก็ได้รับโทษทัณฑ์จากการฆ่าคนตามกฎหมาย

ตั้งแต่นั้นมา พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายก็ได้รับสักการะดังเดิม

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท