ปณิธานและโอวาท

Submit to FacebookSubmit to Twitter

การเรียนการสอนวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งเป็นวิชาที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ นำพระองค์เข้าสู่การตรัสรู้ความดับทุกข์ และพ้นทุกข์ด้วยอาสวัคขยะญาณ ดังปรากฏในวันตรัสรู้นั้น ปัจจุบันแม้จะมีผู้รู้วิชานี้ถึงขั้นวิชาครู สามารถสอนผู้อื่นให้สำเร็จประโยชน์ ถึงขั้นมรรคผลนิพพานได้อยู่บ้างก็จริง แต่ส่วนใหญ่ของท่านเหล่านั้นจะปฏิบัติเพื่อความก้าวหน้าไปสู่คุณธรรมชั้นสูงของตนเองอันเป็นการศึกษาส่วนที่ยังเหลืออยู่มิได้ทำการสอนจะมีบ้างที่จัดการเรียนการสอน แต่ก็เป็นจำนวนน้อยมาก

 

โอกาสที่พุทธศาสนิกชน ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา หรือมวลมนุษย์ชาวโลก จะได้สัมผัส ได้ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อหยั่งรู้ตามความเป็นจริง ตามฐานะทางปัญญาของตน ซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว จึงน้อยมากยิ่งขึ้น

 

จนรู้สึกว่าวิชานี้จะเป็นเพียงประวัติศาสตร์ ความเพ้อฝัน เป็นความลับในที่มืด หรือเป็นของสูงเกินเอื้อม ที่คนชาวโลกไม่มีวาสนาบารมีที่จะเอื้อมได้อีกต่อไป จนบางกลุ่มก็ถือว่าเป็นเรื่องเฉพาะของภิกษุ สามเณรไป และด้วยเหตุนี้เอง ปัจจุบัน ความหลากหลายในคำสอน มีทั้งถูกต้อง ไม่ถูกต้อง และถูกต้องบ้างไม่ถูกต้องบ้างปรากฏอยู่มากมายโดยทั่วไป ผู้สอนก็มีอยู่เกลื่อนไปหมดแต่ทั้งหมดนั้นถึงแม้ว่าจะสอนต่างกันออกไป หรือบางแห่งที่สอนไม่เกี่ยวกับคำสอนในพระพุทธศาสนาเลย เพียงแต่สามารถใช้โวหารอธิบายคัมภีร์น้อมเข้าหาความเห็นของตนได้ หรือสร้างอุปาทานในปรากฏการณ์แปลกๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ให้ปรากฏขึ้นได้เท่านั้น ก็ตั้งตัวเป็นวิปัสสนาจารย์ หรือไม่ก็มีผู้ตั้งให้ทั้งๆ ที่ผู้ตั้งเองบางรายไม่รู้จักวิปัสสนาด้วยซ้ำไป และวิชาที่สอนก็เรียกว่า วิปัสสนาทั้งหมด ยากต่อการที่ผู้ต้องการศึกษาจะจำแนกได้ถูกต้องว่าไหนคือ วิปัสสนา ไหนคือสมถะ ไหนคือไสยศาสตร์ ไหนคืออุปาทาน ไหนคือสุตตมยปัญญา ไหนคือภาวนามยปัญญา ไหนคือจินตมยปัญญา ไหนคือถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ไหนคือกล ไหนคือจริง จนต้องเป็นเหตุให้ของปลอมเป็นจริง ของถูกเป็นผิด ของจริงเป็นเก๊ ของไม่ดีเป็นของดี ของดีเป็นของไร้ค่า ของแท้เป็นของเทียม ของเทียมเป็นของแท้ ในความเห็นของคนทั่วไป โดยเฉพาะชาวพุทธ

 

ความสับสนทางปัญญาของสังคมเหล่านี้ ทำให้สภาพจิตของคนในสังคมอ่อนแอเสียกำลังลงไป เกิดความกลัว หวั่นไหว วิตก ระส่ำระสาย ไม่แน่ใจ ไร้ที่พึ่ง จึงแสวงหาที่ยึดเกาะทางจิต เสี่ยงไปตามมี ตามกรรม ตามความเห็นของตน หรือพวกพ้องจะแนะนำ ไม่สามารถใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างนำทางตนได้ ความมืดเหล่านี้ทำให้เกิดการถือผิดถือถูกฝ่ายผู้สอนก็กลัวว่าผู้อื่นจะรู้ความไม่ถูกต้องของตนและพวกพ้องพร้อมกันนั้นก็อาศัยความเป็นครูปิดกั้นความเป็นอิสระทางปัญญาของศิษย์ ทำให้ด้อยโอกาสทางปัญญามีแต่มานะทิฏฐิถือพวกพ้อง ผลกระทบจึงเกิดต่อความมั่นคงโดยส่วนรวม ทั้งของประเทศชาติ และศาสนา แทนที่ศาสนาจะช่วยแก้ปัญหาและขจัดความทุกข์เดือดร้อนของสังคมกลับกลายเป็นตัวปัญหาสังคมเสียเอง ทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ใสสะอาดชัดเจนในปัญญาแห่งมวลมนุษย์ชาติ ต้องเศร้าหมองขุ่นมัวลง เป็นการบิดเบือนและทำลายพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรงที่สุด จะเห็นได้จากการศึกษาศาสนาปัจจุบัน จะเน้นด้านของโวหาร การพูดจามากกว่าการกระทำ เช่นการศึกษาจะเป็นไปในรูปของ ศีลทฤษฎี ปัญญาทฤษฏี ได้ผลอย่างมากก็เพียงจินตมยปัญญา หรือจินตนาการเท่านั้นไม่ถึง ศีลปฏิบัติ สมาธิปฏิบัติ ปัญญาปฏิบัติ หรือ ภาวนามยปัญญา หรือปฏิบัติการ สังคมจึงเกิดมีแต่คนคิดเก่ง ตำหนิคนอื่นเก่ง พูดเก่ง คนทำเก่งไม่มี ดับทุกข์ไม่ได้ มีแต่เพียงบรรเทาทุกข์อย่างหนึ่งแต่สร้างทุกข์อย่างอื่นๆ ขึ้นมาจึงเป็นทุกข์เก่าไม่หายทุกข์ใหม่ก็เพิ่มขึ้นดังปัจจุบัน ส่วนการปฏิบัติศาสนาที่มีการจัดการศึกษาอยู่ ก็มีจำนวนไม่น้อยที่กลายสภาพจากพุทธศาสนาเพื่อปัญญาความดับทุกข์แก่มวลชนตามพุทธประสงค์ มาเป็นพุทธศาสนพาณิชเพื่อประโยชน์ตนหรือกลุ่มไปโดยใช้ปฏิบัติศาสนามาล่อเพื่อให้หลงเข้าใจผิด เพื่อโลกธรรมในแง่ต่างๆ ที่ตนปรารถนา

 

พุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งประกอบด้วย ภิกษุ แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชน เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างความถูกต้องให้เกิดขึ้นแก่ปัญญาแห่งมวลมนุษย์ ตามแต่กำลังที่ตนจะพอทำได้ เป็นอนุสรณ์แห่งการเชิดชูพระพุทธศาสนาให้ปรากฏแก่สายตาปัญญาแห่งชาวโลก จึงได้ร่วมกันก่อตั้งศูนย์การศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานขึ้น เป็นการเคารพบูชาอย่างสูงต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยปฏิบัติบูชาโดยให้ชื่อศูนย์นี้ว่า " พุทธวิหาร " ฉะนั้น " พุทธวิหาร "ศูนย์การศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานจึงเกิดขึ้น ณ ที่พักสงฆ์ธรรมจักร หมู่ที่ ๑ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

 

                      ผิจะสู้ข้าจะสู้ส่งเสริมสุข               ผิจะรุกข้าจะรุกให้ทุกข์สลาย

                      ผิจะซื่อข้าจะซื่อดีจนตาย             ผิชีพวายข้าจะตายในนิพพาน

                     จะมีไหมใครจะกล้าร่วมข้าบ้าง      จะมีไหมใครร่วมสร้างดั่งข้าฝัน

                     จะมีไหมใครร่วมจิตคิดร่วมกัน       จะมีไหมใครจะสรรสุขประชา

                     จะมีไหมใครจะใคร่ให้โลกเย็น       จะมีไหมใคร่ดับเข็ญศาสนา

                     จะมีไหมใครใคร่ช่วยกิจราชา        จะมีไหมใคร่ร่วมข้าเข้ามาเชิญ

                                                                             ชินสภเถระ