สัญลักษณ์

Submit to FacebookSubmit to Twitter

1. ชื่อ   ศูนย์การศึกษานี้ให้ชื่อว่า “ศูนย์กลางการศึกษาวิปัสสนาธุระพุทธวิหาร” มีชื่อย่อว่า ศ.พธ. เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า BUDDHAVIHARA VIPASSANADHURA EDUCATION CENTRE มีชื่อย่อว่า  Bu.vec

 

            ความหมาย เพื่อเป็นสถานที่รวมน้ำใจพุทธบริษัททั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วร่วมกันทำงานถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามนโยบายเป้าหมาย จุดประสงค์ และขอบข่ายงานตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางเป็นแนวทางไว้ให้ เป็นปฏิบัติบูชา ในพระคุณแห่งพระพุทธองค์ พระอริยสงฆ์ผู้เป็นครูอาจารย์ผู้นำสอนสืบๆ กันมาทั้งหลาย และผู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบหมายแต่งตั้งให้เป็นพระศาสดา คือผู้สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายต่อจากพระองค์ หลังจากพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว อันได้แก่ พระธรรมวินัย หรือศีลธรรมอันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ที่พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายไว้ให้แก่พุทธบริษัทมาจนถึงทุกวันนี้ และจะสืบต่อไปในอนาคตตามกำลังแห่งตน เสมือนหนึ่งว่าพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ และทรงประทับเป็นประธาน ร่วมทรงงานอยู่กับพวกเราทั้งหลาย เป็นดุจดังประทีบอยู่ในดวงใจแห่งเราทุกคน

2. เครื่องหมายศูนย์ คือ ธรรมจักร 2 กง 4 กำ 3 ดุม 1 เพลา รัศมี 8 แฉก ครอบด้วยรัศมีอักษรคำว่า “มหาสติปฏฺฐานํ” วางบนดอกบัวบาน 3 กลีบ 3 เมล็ด เหนืออักษรคำว่า “พุทฺธวิหารํ” มีอักษร 3 แถวเป็นแท่นรองรับอยู่เบื้องล่างเพื่อแสดงถึงความมั่นคงไม่หวั่นไหว แถวแรกเป็นชื่อของศูนย์ฯ แถวที่ 2 และแถวที่ 3 เป็นสถานที่ตั้งของศูนย์

2.1 ความหมายของ “ธรรมจักร”

            หมายถึง จักร อันเป็นเครื่องมือ หรือจักรวุธอันทรงมหิทธานุภาพสูงสุด อันได้แก่โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ มีอริยมรรค 8 องค์ เป็นต้น ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายใช้ในการประหาร ทำลายความเสื่อม ความชั่วร้าย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ความอัปมงคล อบายภูมิ โลภะ โทสะ โมหะ และอวิชชา แล้วหมุนนำพามวลมนุษย์เทวดาทั้งหลายไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งในส่วนที่เป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ด้วยปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อความเจริญรุ่งเรืองเหล่านี้ 4 ประการ

            1.ปฏิรูปเทสวาส          สร้างและพัฒนาศูนย์ให้ถูกต้องเหมาะสมแก่การที่จะรองรับงาน และที่ใช้งานการศึกษาด้านนี้

            2.สปฺปุริสูปสฺสย          ให้เป็นที่พักพิงที่เหมาะสมแก่การที่สัตตบุรุษ คือ ครูอาจารย์ และผู้ต้องการศึกษางานด้านนี้ได้เข้าอาศัย

            3.อตฺตสมฺมาปณิธิ        ตั้งความปรารถนาไว้แล้วในอันที่จะให้ความถูกต้องเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เข้าอยู่อาศัย ให้ปรากฏเป็นรูปธรรมขึ้นมา

            4.ปุพเพกตปุญฺญตา     ทำการชำระล้างสิ่งที่ไม่ถูกต้องสกปรกชั่วร้ายให้สะอาดหมดจดเหมาะสมดีแล้ว ก่อนที่จะรองรับบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น

 

2.2 ความหมายของ “กง 2 ชั้น”

            กงชั้นนอก แบ่งออกเป็น 8 ส่วนเท่าๆ กัน คั่นเขตแต่ละส่วนด้วยดวงอาทิตย์ หมายถึง อริยมรรค 8 องค์ อันเป็นปุพภาคมรรค คือ มรรคเบื้องต้น อันเป็นเหตุเกิดของโลกียาริยสัจ และตทังคนิพพาน ทำหน้าที่ปหานะ (ละ) กิเลส ในระยะเริ่มแรกทำวิปัสสนา อยู่ในช่วงของการพัฒนาอินทรีย์ และวิปัสสนาญาณให้แก่กล้า ก่อนเข้าถึงโลกุตรมรรค หรือ มรรคผลนิพพาน

            กงชั้นใน หมายถึง อินทรีย์ 5 อันเป็นองค์ประกอบสำคัญขั้นพื้นฐานของจิตตวิสุทธิ ซึ่งเป็นพื้นฐานรากเหง้าของวิปัสสนา

 

2.3 ความหมายของ “กำ 4 กำ”

แต่ละกำแบ่งออกเป็น 2 ซีกซ้ายขวา มีบัวบานรับหัวกำทั้ง 2 ข้าง ข้างละดอก ดอกละ 4 กลีบ แต่เห็นได้ด้านละ 3 กลีบ มีความหมายว่าเป็นการส่งผ่านพลังงานการพัฒนาที่สำคัญระหว่างกงไปสู่ดุม และระหว่างดุมไปสู่กง เปรียบเสมือนการส่งผ่านกำลังการพัฒนาจากอินทรีย์ 5 โลกียาริยมรรค 8 องค์ อันเป็นส่วนหน้า คือ กงเข้าสู่การสนับสนุนของโพชฌงค์ 7 อันเป็นส่วนในคือ ดุม จนทำให้อินทรีย์อันเป็นกำลังของมรรคที่เรียกว่า พละ 5 อันเป็นกำลังของโลกุตราริยมรรค ซึ่งในแต่ละกำมีความหมายแต่ละส่วนดังต่อไปนี้

2.3.1 บัว 4 กลีบ (เห็น 3 กลีบ) ดอกด้านนอกแต่เห็นได้ด้านละ 3 กลีบ หันยอดดอกเข้าใน เป็นเครื่องหมายการรับพลังงานการพัฒนาจากภายนอก คือ จากโลกียาริยมรรค และอินทรีย์ 5 ส่งเข้าสู่ภายใน อันหมายถึงมหาสติปัฏฐานทั้ง 4 เพราะการกำหนดแต่ละครั้ง สติปัฏฐาน 4 เข้าทั้งหมด เพียงแต่จะเด่น กาย เวทนา จิต หรือธรรมเท่านั้น และแต่ละครั้งที่กำหนด จะมีอินทรีย์ 5 เป็นพื้นฐาน และโลกียาริยมรรคเป็นผู้ประหารกิเลส สติปัฏฐานจึงจะสมบูรณ์ จึงแทนด้วยบัวบาน 4 ดอก หมายถึง ปัญญาในการทำสติปัฏฐานให้เกิด ได้ปรากฏขึ้นแล้ว และบัว 4 กลีบที่ปิดหัวกำด้านนอก หมายถึง กาย เวทนา จิต และธรรมเท่านั้น

2.3.2 กำ 4 กำ แต่ละกำแบ่งออกเป็น 2 ซีกเท่าๆ กัน หมายถึง ประธานความเพียร 4 อย่าง และที่แต่ละกำแบ่งออกเป็น 2 ซีกเท่าๆ กันนั้น หมายถึง กำหนดอารมณ์ที่เป็นกลาง เช่น อารมณ์ที่เป็นกลางเมื่อกำหนดแต่ละครั้งจะทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ ป้องกันกิเลสอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น และพัฒนาโพธิปักขิยธรรม สมาธิญาณ อันเป็นส่วนกุศลให้เจริญรุ่งเรือง และส่วนอารมณ์ที่เป็นกิเลส คือ เจตสิกธรรมที่เป็นอกุศล เมื่อกำหนดก็จะทำหน้าที่ 2 อย่างเช่นกัน คือ ขจัดกิเลสอกุศลที่กำลังเกิดอยู่ ณ ขณะนั้นให้ดับสูญสลายไป และในขณะเดียวกันนั้นก็ทำให้กุศลอันเป็นโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย และสมาธิญาณที่สูญเสียไปเพราะอำนาจของกิเลสที่กำลังถูกขจัดนั้นได้กลับคืนมาเหมือนเดิม และเข้าการพัฒนาต่อไปใหม่ได้ จึงเปรียบด้วยกำ 2 ซีก

2.3.3 บัวบาน 4 กลีบ (เห็น 3 กลีบ) รับหัวกำด้านใน หันยอดดอกออกภายนอก เป็นลักษณะของการรับช่วงสมาธิญาณจากการสร้างและพัฒนาเบื้องต้นมาแล้ว นำมาเข้าสู่การพัฒนาให้แก่กล้า เป็นสมาธิญาณชั้นสูงได้ด้วยอิทธิบาททั้ง 4 หมายความว่า ทำหน้าที่รับและส่งสมาธิญาณเบื้องต้นสู่เบื้องสูง ดังนั้น บัว 4 กลีบ จึงหมายถึง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อันเป็นเครื่องทำให้อินทรีย์ สมาธิญาณ และมรรคถูกพัฒนาให้เจริญขึ้นสู่โลกุตรมรรคได้

 

2.4 ความหมายของ “ดุม 3 ชั้น”

            2.4.1 ดุมชั้นนอก ถูกแบ่งออกเป็น 7 ส่วน เท่าๆ กัน คั่นด้วยกลีบบัวบานหันยอดกลีบออกนอก ล้อมรอบดุมชั้นในและเพลาไว้ เหมือนเป็นใจกลางแห่งดอกบัวบาน กลีบบัวทั้ง 7 ที่ดุมชั้นนอกนั้น หมายถึง โพชฌงค์ 7 ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว นอกจากจะทำหน้าที่ป้องกันนิกันติตัณหาและวิปัสสนูปกิเลสแล้ว ยังเป็นกำลังสนับสนุนให้พละทั้ง 5 มีกำลังมากขึ้นจนถึงที่สุด ทำให้โลกียมรรคมีกำลังมากที่สุด ทำให้วิปัสสนาสูงถึงที่สุด พร้อมเข้าสู่พระนิพพานได้ ดังนั้นจึงเปรียบโพชฌงค์ 7 เหมือนกลีบบัวบานที่อยู่รอบนอกดอก ทำหน้าที่ป้องกันรักษาและช่วยเหลือสนับสนุนส่วนประกอบสำคัญของดอกภายในให้ปลอดภัย และเจริญเติบโตจนแก่กล้าเพียงพอแก่การขยายพันธุ์ได้ฉะนั้น

            2.4.2 ดุมชั้นกลาง ถูกแบ่งพื้นที่เป็น 5 ส่วน เท่าๆ กัน คั่นด้วยเกลียว 5 เกลียว ซึ่งมีฐานอยู่ภายนอกและหมุนเวียนขวาเข้าสู่ภายใน เป็นเครื่องหมายแทนพลัง ในที่นี้คือ พละทั้ง 5 อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา กล่าวคือ โพชฌงค์ 7 สนับสนุนให้อินทรีย์รองรับมรรค หรือพละ 5 มีกำลังถึงที่สุดสนับสนุนให้โลกียาริยมรรคมีกำลังมากถึงที่สุด สนับสนุนให้วิปัสสนาญาณมีกำลังมากถึงที่สุด เมื่ออินทรีย์พื้นฐานทั้ง 5 มีกำลังเต็มที่และสมดุลกันดีแล้ว ก็มีกำลังมหาศาลที่เรียกว่า “พละ” เกิดขึ้นมากมายอย่างถึงที่สุด สามารถผลักดันให้วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณอันเป็นที่สูงสุดแห่งยอดของวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้นได้ และสามารถเข้าสู่ประตูพระนิพพานได้ในที่สุด

            2.4.3 ดุมชั้นในสุด ถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน เท่าๆ กัน กั้นแบ่งเขตพื้นที่ด้วยกลียว 3 เกลียว ซึ่งมีฐานเกลียวอยู่ภายนอก และหมุนเวียนขวาเข้าสู่ภายในติดต่อกับเพลา เกลียว 3 เกลียวนั้นเป็นเครื่องหมายแทนทางเข้าสู่ประตูนิพพานทั้ง 3 ทาง คือ

            ทางแรก เข้าสู่ประตูนิพพานทาง อนิจฺจํ ด้วย อนิจจลักษณะ เรียกว่า อนิมิตตนิพพาน

            ทางที่สอง เข้าสู่ประตูนิพพานทาง ทุกขํ ด้วยทุกขลักษณะ เรียกว่า อัปปณิหิตนิพพาน

            ทางที่สาม เข้าสู่ประตูนิพพานทาง อนตฺตา ด้วยอนัตตลักษณะ เรียกว่า สุญญตนิพพาน        ซึ่งไตรลักษณ์ทั้ง 3 นี้ จะต้องมีกำลังถึงที่สุด และไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีความมั่นคงตามแรงที่พละสนับสนุน จึงเป็นประตูหรือทางที่เครื่องสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้สำเร็จ ซึ่งเปรียบด้วยเกลียวชั้นในที่ถูกพละผลักดันให้หมุนตามอย่างเต็มกำลัง ไม่ให้เปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว เพื่อให้มีกำลังเต็มที่ส่งผ่านไปถึงเพลา ซึ่งเปรียบได้กับพระนิพพาน ดังนี้

 

2.5 ความหมายของ “เพลา” หมายถึง พระนิพพาน

 

2.6 ความหมายของ “รัศมี 8 แฉก”

            หมายความว่า การที่จะออกจากรูปนามสังขาร เข้าสู่กระแสพระนิพพาน การพัฒนาโพธิปักขิยธรรม 37 ประการให้ถึงที่สุด จบหลักสูตรการศึกษาวิปัสสนาธุระ เป็นจุดสุดท้ายของการศึกษาและการพัฒนาของแต่ละท่าน คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ก็คือการปรากฏขึ้นของโลกุตราริยมรรค 8 องค์ ในแต่ละครั้งของแต่ละขั้นนั้นๆ นั่นเอง จึงชื่อว่า อริยมรรค 8 องค์ นำผู้ปฏิบัติจากโลกียมรรค (เป็นวิสัยในโลก) สู่โลกุตรมรรคผู้สูงที่สุดในโลก (คือพ้นจากโลก) ทุกๆ ขั้นตอนจนถึงอรหันตมรรค จึงเปรียบด้วยรัศมี 8 แฉก ที่พุ่งออกจากวงโพธิปักขิยธรรม คำบาลีว่า “มหาสติปฏฺฐานํ” เป็นรัศมีครอบบนโพธิปักขิยธรรม มีความหมายว่า โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ คือ ธรรมเป็นเครื่องดำเนินไปสู่การตรัสรู้ทั้งปวง สติดำรงอยู่ในที่ตำแหน่งประธานใหญ่แห่งธรรมอันเป็นประธานทั้งปวง กล่าวคือ ทั้งสติในอินทรีย์พื้นฐานอันเป็นองค์ประกอบแห่งจิตตวิสุทธิ ที่เป็นพื้นฐานรากเหง้าของวิปัสสนากัมมัฏฐาน สติในพละอันเป็นกำลังของมรรค และสติในมรรคนั้น คือ มีสติเป็นประธานใหญ่โดยตลอดทั้ง 3 หน้าที่ ตั้งแต่โลกียมรรคจนถึงเข้าสู่โลกุตรมรรค ดังนั้น “มหาสติปฏฺฐานํ” จึงอยู่ในตำแหน่งสูงที่สุดของรัศมี

 

2.7 ความหมายของ “ดอกบัวบาน 3 กลีบ 3 เมล็ด”

            หมายถึง พุทธบริษัทผู้มีคุณสมบัติสมควรแก่การรองรับงานพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตามพุทธนโยบายที่พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ไว้

2.7.1 บัวบาน 3 กลีบ (ในความเป็นจริงมีอยู่ 4 กลีบ แต่ถูกปิดบังไว้ 1 กลีบ) หมายถึง พุทธบริษัท 4 หรือบริษัทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 4 อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุ  ณี อุบาสก อุบาสิกา แต่บัดนี้ภิกษุณีบริษัทได้สูญสิ้นไปแล้วจากโลกนี้ คงเหลือเพียง ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา รวม 3 บริษัท ที่ยังปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น จึงเปรียบเหมือนดอกบัว 3 กลีบ ที่เกาะกลุ่มกันเป็นดอกบัวอยู่ได้ด้วยกำลังแห่งปัญญาและศรัทธาต่อพระธรรมวินัย หรือศีลธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมอบให้ดำรงตำแหน่งพระศาสดา คือ ผู้สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแทนพระองค์ หลังจากพระองค์ปรินิพพานแล้ว และพร้อมที่จะค้ำจุนรักษาพัฒนาอริยมรรคอันเป็นสมณธรรมให้คงอยู่และเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง เพื่อให้อริยมรรค 8 องค์ อันเป็นสมบัติที่ประเสริฐที่สุด สุดยอดแห่งธรรมาวุธที่ตกทอดมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงชิ้นเดียวนี้ ให้ยังคงเป็นประโยชน์ใหญ่ที่มนุษย์ใช้ในการดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงเพ้อฝันตามทฤษฎีนิทาน หรือประวัติศาสตร์ที่เล่าขานสืบต่อๆ กันมาเท่านั้น ดังนั้นนอกจากศรัทธาและปัญญา เมตตา กรุณา เพื่อประโยชน์ใหญ่แห่งมวลมนุษย์และการเสียสละแล้ว มิได้มีประโยชน์อื่นเป็นเครื่องล่อใจผูกให้ติดรัดรึงตรึงอยู่ จึงเป็นอิสระสามารถหลุดร่วงเปลี่ยนแปลงไปได้ง่าย เปรียบเหมือนกลีบดอกบัวบานที่ติดก้านอยู่ได้ด้วยยางแห่งตน สามารถร่วงหล่นหลุดออกได้โดยง่ายฉะนั้น จึงเป็นเครื่องเตือนใจพุทธบริษัททั้งหลายที่ยังเหลือไว้มิให้ประมาท

2.7.2 เกสรดอกบัว แต่ละเกสรหมายถึง สมาชิกที่ได้รับประโยชน์ทางการศึกษาจากพุทธวิหารทุกท่าน แต่ละท่านจะเป็นผู้แพร่กระจายสีและกลิ่นแห่งศีล สมาธิ ปัญญา วิชา วิมุตติ อริยมรรค นิพพาน และการปฏิบัติ ตลอดจนสภาพปัญหาภายในศูนย์ฯ เอง ตามปัญญา การศึกษา ผลการศึกษา และปัญญาการถ่ายทอดอันแก่กล้า หรือยิ่งหย่อนเป็นต่างๆ กันไปแห่งบุคคลผู้นั้นเอง ซึ่งเปรียบเหมือนเกสรดอกบัว ถ้าแก่มาก สมบูรณ์มากก็จะส่งกลิ่นอันจูงใจเป็นสเน่ห์ดึงดูดให้หมู่ภมรผีเสื้อ แมลงสะอาดสร้างประโยชน์และมวลมนุษย์หันมาดูดอกอันเป็นต้นเหตุแม้จะอยู่ไกลเพียงใดก็ยังชัดเจน หากประกอบด้วยสีที่สดสวยบริสุทธิ์ด้วยแล้ว เมื่อผู้ได้กลิ่นหันมองย่อมเห็นได้แต่ไกล สามารถตามไปถึงดอก มิใช่เพียงเข้าเคล้าคลึงดื่มกินรสหวานแห่งดอกเท่านั้น แต่ยังผสมเกสรอันเป็นประโยชน์สืบอายุดอกบัวให้เจริญพันธุ์ต่อไปได้ และเมื่อกลับยังที่อยู่แห่งตน นอกจากมิได้ทำความบอบช้ำหมองหม่นให้แก่เกสรหรือส่วนใดของดอกแล้ว ยังมีเกสรติดเท้า ติดปีก ส่งกลิ่นตามไปทุกที่ ทั้งตามลมและทวนลม ทำให้แมลงที่อยากเชยชมหวังประโยชน์ตามมายังดอกอย่างมากมาย ดอกก็จะเจริญแผ่ขยายเป็นกำลังหนุนธรรมจักร คืองานพระศาสนาให้มั่นคงได้นิจนิรันดร์กาล ถ้าเกสรมีความแก่น้อย กลิ่นสีก็จะจางซีดไปมากน้อยตามลำดับ การดึงดูดใจก็จะมากน้อยลงไปเช่นเดียวกัน ถ้ายิ่งเกสรเน่า ก็จะส่งกลิ่นอันน่าเกลียดน่าชังอย่างกว้างขวาง เบียดเบียนแมลงสะอาดให้หนีหาย แมลงวันตัวร้ายสกปรกก็จะแย่งแข่งขันตามกลิ่นสกปรกนั้นเข้ามากันเป็นหมู่ๆ แทนที่แมลงสะอาด ฉกฉวยแย่งกันกิน ถ่ายแล้วก็ไข่ใส่ดอกบัวเพื่อประโยชน์แห่งการเจริญพันธุ์ของตนเท่านั้น พอไข่กลายเป็นหนอนก็ชอนไชไปทั่วเพื่อเลี้ยงตัวของมัน พอโตขึ้นเป็นแมลงวันก็ร่วมกันกับพ่อแม่พวกพ้องกัดกินและไข่ซ้ำ จนบัวงามเป็นบัวเน่าเศร้าหมอง เข้าสู่วาระการสูญสลายทั้งเกสร กลีบ ฝัก หักทลาย งานพระศาสนาที่เป็นประโยชน์ใหญ่ให้สันติสุขแห่งมวลมนุษย์พอจะได้อาศัยข้ามพ้นทุกข์ ก็ต้องเป็นอันพังทลายสูญสลายไปจากโลกอย่างแน่นอน มนุษย์สัตว์ผู้เดือดร้อนก็จะขาดที่พึ่งอันแท้จริงโดยสิ้นเชิง จึงอุปมาเตือนไว้ จะดีหรือร้ายอยู่ที่เกสรดอกบัว ถ้าเกสรเน่าไม่ดี พุทธบริษัทคือกลีบบัวที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้ง 3 ก็ควรตัดเอาออกเสียด้วยพุทธวิธี ถ้าเป็นแมลงวันแมลงหวี่มาก็ควรหาวิธีป้องกันให้ถูกต้องตามวิสัยแห่งบัณฑิต เมื่อเขาไม่ได้ประโยชน์ดังใจคิดก็จะหนีหายกันไปเอง

2.7.3 เมล็ดบัว 3 เมล็ด รองรับธรรมจักร เมล็ดบัว คือ ส่วนที่จะแพร่ขยายเจริญพันธุ์ต้นบัวให้ดำรงอยู่คู่โลกไม่เสื่อมสลาย ให้รูปดอกเกสรสีสันกลิ่นสุคนธ์ได้มีโอกาสปรากฏกระจายตามลมที่พาผ่าน ให้ผู้พานพบสัมผัสลืมทุกข์ ถึงซึ่งความสุขสดชื่นใจก็ด้วยเมล็ดเป็นผู้สืบทอดพันธุกรรมแห่งประทุมสืบมาฉันใด การที่ผู้ใดผู้หนึ่งจะสามารถรองรับค้ำชูงานการตรัสรู้ อันได้แก่ อริยมรรคทั้ง 8 องค์ ด้วยการปฏิบัติตามโพธิปักขิยธรรม หรืองานวิปัสสนาให้มั่นคงตรงถูกต้อง ตนเองจะต้องปฏิบัติจนได้ผลอย่างน้อยเกณฑ์ต่ำสุดแห่งสมณธรรมขั้นแรก คือ ได้ดวงตาเห็นธรรมตลอดสายเป็นพระโสดาบัน จึงจะชื่อว่ามีพืชพันธุ์เชื้อสายในวิชาการตรัสรู้พอที่จะค้ำชูเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์ใหญ่แก่มวลมนุษย์ได้อย่างถูกต้องเปรียบเหมือนเมล็ดบัวทั้ง 3 ที่รองรับประคับประคองพระธรรมจักรอันเป็นวงล้อแห่งธรรม เป็นเครื่องดำเนินไปสู่การตรัสรู้ให้ดำรงคงมั่นอยู่และผลักดันให้หมุนประหารกิเลสสิ่งชั่วร้ายปรากฏเด่นไกล มุ่งไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองโชติช่วงสว่างไสวแก่สายตาแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งปวง นี้ประการหนึ่ง ผู้ที่จะรับภาระงานหนัก คือ งานการตรัสรู้แห่งพระศาสนา อันเปรียบด้วยพระธรรมจักรนี้ได้ ตนเองจะต้องถึงพร้อมด้วยการกระทำทั้ง 3 คือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม กรรมทั้ง 3 นี้ต้องตรงกันทับกันสนิท มรรค 8 องค์ จึงจะเกิดขึ้นได้ การบรรลุธรรมได้ก็ด้วยการถึงพร้อมด้วยกรรมทั้ง 3 ในการประกาศอริยมรรค 8 องค์ ให้โลกรู้ ก็พร้อมด้วยกรรมทั้ง 3 เช่นเดียวกัน ดังนั้นด้วยเหตุนี้จึงใช้เมล็ดบัวซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในดอกบัว 3 เมล็ด เป็นเครื่องหมายแทนกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทั้ง 3 นั้น

2.7.4 อักษรคำว่า “พุทฺธวิหารํ” ใต้ดอกบัว หมายถึง สถานที่ที่จะสร้างดอกบัว และธรรมจักร อันหมายถึงบุคคลและโพธิปักขิยธรรมให้เกิดขึ้นและพัฒนาให้เติบโตแผ่ขยายเป็นประโยชน์ใหญ่ไปในแผ่นดิน เป็นสถานที่ศึกษาธรรมอันนำผู้ศึกษาไปสู่การตรัสรู้ เป็นสถานที่ทำบุคคลผู้ปฏิบัติให้สามารถเปิดดวงตาเห็นธรรม คือ อริยมรรคทั้ง 8 องค์ ที่มีส่วนทำให้อริยสัจทั้ง 4 สมบูรณ์ ทำให้โพธิสัตว์กลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้มนุษย์ เทวดาทั้งหลาย กลายเป็นพระอริยเจ้า เป็นเหมือนสถานที่แห่งนี้ เป็นที่อยู่แห่งพระพุทธธรรม เป็นผู้สร้างอริยสาวกให้เกิดขึ้น เป็นสถานที่รวมน้ำใจแห่งพุทธบริษัทผู้มีเมตตาธรรม ทำงานถวายเป็นพุทธบูชาด้วยการเผยแพร่พระสัทธรรมให้แผ่ขยายกว้างไกล เป็นประโยชน์ใหญ่แก่มวลมนุษย์ทั้งปวงเพื่อใช้ในการดับทุกข์ของตน ให้โลกที่ร้อนด้วยไฟกิเลสเผาลน ได้สงบร่มเย็นโดยถ้วนทั่ว ตามพระพุทธประสงค์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเมตตาประทานไว้ จึงแทนความหมายเหล่านี้ด้วยคำว่า “พุทฺธวิหารํ” ดังนี้